ทับทิมกรอบ เสน่ห์ขนมไทยสีสัน สดใส

หวานหอมกะทิอบควันเทียน

วันนี้จะชวนมาทำ ขนมไทยอย่าง ทับทิมกรอบ หวานหอมกะทิอบควันเทียน ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟเย็น ๆ นี่มันฟินยิ่งกว่าอะไรดี แต่ปกติที่เราเห็นทับทิมกรอบก็มักจะเป็นสีชมพูไม่ก็สีแดง

หวานหอมกะทิอบควันเทียน

ทับทิมกรอบ หวานหอมกะทิอบควันเทียน

แต่วันนี้เราจะชวนมาทำ “มรกตกรอบสีเขียว” ใส่ลงไปด้วย ที่จะช่วยเพิ่มความน่ากินเข้าไปอีก แถมยังเใส่กะทิอบควันเทียนหอม ๆ

ส่วนผสม 

-น้ำลอยดอกมะลิ

-กะทิสำเร็จรูป 1 กล่อง

-​เกลือป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ

-​ใบเตยมัดเป็นปม

-เทียนสำหรับอบขนม

-​แห้ว

-​สีผสมอาหารสีแดงผสมน้ำ

-สีผสมอาหารสีเขียวผสมน้ำ

-​แป้งมัน

-น้ำตาลทราย

-น้ำแข็งบด

วิธีทำทับทิมกรอบ

-นำดอกมะลิมาลอยในน้ำทิ้งไว้ เตรียมไว้สำหรับทำน้ำเชื่อมเพื่อความหอมสดชื่น

วิธีทำกะทิอบควันเทียน

-ผสมน้ำกะทิกับเกลือ ใส่ใบเตยมัดเป็นปมลงไป นำขึ้นตั้งไฟ ต้มแค่พอร้อน

-​จุดเทียนสำหรับอบขนมแล้วเป่าให้ดับ ใส่ลงในถ้วยเล็ก ๆ นำไปลอยในน้ำกะทิ ปิดฝาหม้อ อบทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นนำเทียนขึ้นมาจุดใหม่แล้วใส่ลงไปอบซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ยิ่งนานยิ่งดี เตรียมไว้

วิธีทำทับทิมกรอบ

-​หั่นแห้วเป็นชิ้นเล็ก ๆ ซื้อแห้วกระป๋องมา แห้วสด ๆ ก็ยิ่งดี เพราะราคาถูกกว่ากระป๋อง แต่แบบกระป๋องจะหอมหวานกว่าเพราะเค้าแช่ในน้ำเชื่อมมาแล้ว บางคนก็ใช้มันแกวนะ แต่บอกเลยว่าไม่อร่อยเท่าแห้วหรอก มันแกวนาน ๆ ไปจะแห้ง ความกรอบก็สู้แห้วไม่ได้

-ผสมน้ำกับสีผสมอาหารทั้ง 2 สี เตรียมไว้

-ใส่แห้วที่หั่นแล้วลงไปคลุกในสีผสมอาหารแต่ละสีให้เข้ากัน พักไว้ ให้สีที่ตัวแห้วอิ่มตัวดี ๆ อยากแดงมากก็ทิ้งนาน ๆ แดงน้อยก็ทิ้งแป๊บเดียว

-ใส่แห้วทั้ง 2 สีลงคลุกในแป้งมัน บางคนก็ใส่แป้งท้าวลงไปนิดนึง คลุกให้แป้งเคลือบดี แล้วร่อนแป้งส่วนเกินออก

-นำไปลวกในน้ำเดือดจนแห้วลอยขึ้นมา

-ตักใส่ลงในน้ำเย็น พักไว้

วิธีทำน้ำเชื่อม

-ต้มน้ำลอยดอกมะลิที่เตรียมไว้กับน้ำตาลทรายไม่ขัดสี และใบเตย เคี่ยวให้เหนียวเล็กน้อย เตรียมไว้

-ตักทับทิมกรอบและมรกตใส่ถ้วย ตามด้วยน้ำเชื่อม กะทิ และน้ำแข็งบด พร้อมเสิร์ฟ

ขนมไทยสีสัน สวยงาม สไตล์ไทยๆแถมยังได้กลิ่นหอม ๆ จากทั้งน้ำเชื่อมที่มีกลิ่นของมะลิ และน้ำกะทิหอมควันเทียน…

บัวลอยแก้ว สูตรขนมหวาน เมนูกะทิแสนอร่อยทำอย่างไร ขนมไทย เมนูกะทิ

บัวลอยแก้ว

บัวลอยแก้ว วิธีทำบัวลอยแก้ว ขนมไทย เมนูกะทิ เม็ดบัวลอยแก้วที่เหนึยวนุ่ม กรอบ น้ำกะทิเข้มข้นไม่หวานจัดเกินไป

บัวลอยแก้ว ทานรวมกับเครื่องเคียงต่างๆ อย่าง เผือก มะพร้าวอ่อน ข้าวโพด และ สาคูเม็ดใหญ่ เคล็ดลับการทำบัวลอยแก้วทำอย่างไร

สูตรอาหารสำหรับวันนี้ ขอนำเสนอ ขนมไทย เมนูกะทิ คือ บัวลอย แต่ความพิเศษของเมนูนี้ คือ บัวลอยแก้ว ที่ความพิเศษคือ เม็ดบัวลอย ที่ใส เหนียว กรอบ น้ำกะทิหอมๆ หวานพอดี เคล็ดลับความอร่อยของเมนูนี้ อยู่ที่ เทคนิคการเลือกวัตถุดิบ ต้องเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความพิถีพิถัน ในการทำขนม วันนี้ เราจึงขอนำเสนอ สูตรบัวลอยแก้ว พร้อมวิธีทำ

ส่วนผสมสำหรับทำบัวลอยแก้ว

-แป้งมัน 1 กิโลกรัม
-น้ำอุ่น 1/2 ถ้วยตวง
-น้ำใบเตย 3 ช้อนโต้ะ
-เกลือ 1 ช้อนชา
-หัวกะทิ 1 กิโลกรัม
-หางกะทิ 1 กิโลกรัม
-น้ำตาลปี๊บ 1/2 กิโลกรัม
-เนื้อมะพร้าวอ่อนขูด 1 ถ้วยตวง
-เผือกหั่นเป็นลูกเต๋า 1 ถ้วยตวง
-พักทองหั่นลูกเต๋า 1 ถ้วยตวง
-สาคูเม็ดใหญ่ 1 ถ้วยตวง

บัวลอยแก้ว

 

ขั้นตอนการทำบัวลอยแก้ว

-เตรียมสาคูเม็ด โดยการนำสาคูเม็ดใหญ่ลงไปต้มในน้ำเดือด เป็นเวลา 15 นาที -จากนั้นนำไปแช่น้ำเย็นทันที จากนั้น แช่ทิ้งไว้ 1 คืน
จากนั้นนำสาคูลงไปต้มอีกครั้ง ประมาณ 15 นาที จะได้สาคูที่ สุกพอดีรับประทาน จากนั้นให้นำมาพักใส่น้ำเย็นเอาไว้ก่อน
-นำเผือก และ ฟักทอง มานึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 30 นาที จะได้เผือก และ ฟักทองที่ สุกพอดี ไม่เละเกินไป
-เริ่ม เตรียม ทำเม็ดบัวลอย โดย นำแป้งมันผสมกับน้ำอุ่นผสมเกลือ ใส่น้ำใบเตยลงไป จากนั้นนวดจนได้เนื้อแป้งที่เนียน นำมารีด และ หั่นเป็นลูกเต๋า
-จากนั้นต้มน้ำใส่ใบเตย และ น้ำเชื่อมลงไป รอให้น้ำเดือดจัด นำเม็ดบัวลอยลงไปต้ม เมื่อเม็ดบัวลอย ลอยขึ้นมาแสดงว่าสุกพร้อมทานแล้ว นำมาพักใส่น้ำเชื่อมเอาไว้
-เตรียมน้ำกะทิ ให้ต้มหัวกะทิ และ หางกะทิ เมื่อกะทิแตกมัน ให้ช้อนเอาส่วนที่แตกมันเก็บใส่ชามเอาไว้ จากนั้น เติมน้ำตาลปี๊บลงไปในหม้อต้มกะทิ เมื่อน้ำตาลละลายก็ปิดไฟได้
-นำบัวลอยที่ต้มเอาไว้แล้ว ลงไปในกะทิ พร้อมกับ สาคูเม็ดใหญ่ เผือก ฟักทอง และ มะพร้าวอ่อน ผสมให้เข้ากัน เท่านี้ก็พร้อมสำหรับรับประทานได้
เคล็ดลับการทำบัวลอยแก้ว

-กะทิ ต้องเลือกใช้มะพร้าวขูดสดๆ คั้นกะทิสดๆ การคั้นหัวกะทิ จะต้องไม่ผสมน้ำเลย จะได้กะทิที่มีความมันและหอม
การต้มบัวลอย ให้ใช้น้ำเชื่อมต้ม จะได้เนื้อบัวลอยที่มีความหวานแทรก และ เนื้อเด้ง เหนียว
-สาคูเม็ดใหญ่ ต้องทำตามขั้นตอนที่แจ้ง คือ ต้มก่อน จากนั้นแช่ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนที่จะต้มอีกครั้ง จึงจะได้สาคูที่นุ่มหนึบ
-การหั่น เผือก และ ฟักทอง ไม่หั่นให้เล็กเกินไป เนื่องจาก เวลานึ่งอาจทำให้ เผือก และ ฟักทอง เละ ไม่น่ารับประทาน
-น้ำตาล สำหรับขนมหวาน ให้เลือกใช้น้ำตาลป๊ีบ โดยเทคนิคการทำ ให้ค่อยๆ ใส่น้ำตาล จนได้ความหวานที่พอดี หากใส่มากเกินไป และใส่ทีเดียวเลย หากหวานเกินไปจะแก้ไขยาก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com