ส้มตำ ไก่นึ่ง แบบคลีน อาหารคลีน เมนูเพื่อสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ส้มตำ ไก่นึ่ง

ส้มตำ ไก่นึ่ง เมนูนี้ก็อาจจะไม่ได้คลีน 100%

ส้มตำ ไก่นึ่ง  แต่การันตีได้ว่ายังไงก็ดีต่อสุขภาพแน่นอน มีอกไก่นึ่งเน้นๆ รับประทานคู่กับส้มตำที่ไม่ใส่น้ำตาล ปรุงรสด้วยน้ำปลานิดหน่อย

เป็นเมนูอาหารคลีนที่อยากให้ลองเอาไปทำกันดู สำหรับใครไม่ได้ชอบรับประทานผักแบบเป็นชีวิตจิตใจ เมนูนี้ก็เหมาะมากๆ

ส้มตำ ไก่นึ่ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

ข้าวกล้อง ไข่ทูน่า อาหารคลีน เมนูเพื่อสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง บอกเลยว่าเมนูนี้เป็นอะไรที่คลีนมากๆ

ข้าวกล้อง  ประกอบด้วยไข่ ทูน่า เสิร์ฟพร้อมผักสดที่เราชอบ กินคู่กับข้าวไรซ์เบอรี่ร้อนๆ เพียงเท่านี้ก็อร่อยได้แบบคลีนๆ แล้ว

ข้าวกล้อง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์ ประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ

อัลมอนต์

อัลมอนต์ เป็นถั่วชนิดหนึ่งที่อุดมด้วยไขมันดี ทั้งยังเป็นแหล่งแมกนีเซียม โพแทสเซียม และวิตามินอีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

อัลมอนต์ เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

อัลมอนต์

การรับประทานอัลมอนด์ 30 กรัม หรือประมาณ 24 เมล็ด ให้พลังงานทั้งหมด 160 แคลอรี่ โดยมีกรดไขมันอิ่มตัว 1 กรัม กรดไขมันไม่อิ่มตัว 13 กรัม และโปรตีน 6 กรัม อัลมอนด์จึงได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากอัลมอนด์ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญที่ส่งผลดีต่อร่างกาย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.pobpad.com/

สเต๊กอกไก่ กับ ปลาดอรี่ กับเผือกต้มและสลัดผักอาหารเย็นแคลอรีต่ำ

สเต๊กอกไก่

สเต๊กอกไก่ จัดหนักสำหรับมื้อเที่ยงไปเลยสำหรับเมนูสเต๊กอกไก่กับปลาดอรี่กับเผือกต้มและสลัดผัก

สเต๊กอกไก่ ส่วนสผสม เต๊กอกไก่กับปลาดอรี่กับเผือกต้มและสลัดผัก

• เนื้ออกไก่
• ปลาดอรี่
• เกลือและพริกไทย
• เผือกต้ม
• ผักสลัด
• มะเขือเทศราชินี

สเต๊กอกไก่

วิธีทำสเต๊กอกไก่กับปลาดอรี่กับเผือกต้มและสลัดผัก

1. นำอกไก่และปลาดอรี่ไปกริลล์ในกระทะเทฟลอนที่ใส่น้ำมันประมาณ 1 ช้อนชา โดยใส่เลมอนลงไปกริลล์ด้วยเพื่อเพิ่มเสน่ห์ด้วยกลิ่นหอม ๆ และรสเปรี้ยวจากเลมอน
2. พอปลาและไก่สุก จัดใส่จาน โรยเกลือและพริกไทยดำป่นเล็กน้อย เพิ่มรสชาติหอมหวานเปรี้ยวนิด ๆ จากเลมอน และใส่เกลือกับพริกไทยเพื่อเพิ่มรสชาติอีกนิดเดียว
3. จัดเผือกต้ม ผักสลัด และมะเขือเทศราชินีใส่จาน จะได้ความหอมจากเผือกต้ม ความหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ จากมะเขือเทศราชินี และความกรอบจากผักสลัด

วิธีกริลล์ปลาดอรีในกระทะเทฟลอนแบบน้ำมันน้อย

ซับเนื้อปลาให้พอแห้ง (น้ำไม่ฉ่ำ) ใช้ไฟกลางใส่น้ำมันเล็กน้อย ตามด้วยเนื้อปลาดอรี่ลงไป ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งรีบกลับด้าน ปลาจะเละติดกระทะ ให้รอจนกระทั่งปลาเซตตัว บริเวณเนื้อรอบนอกแห้งกรอบ ค่อยกลับด้าน และไม่ต้องกลับหลายครั้ง (ฝึกบ่อย ๆ จะชำนาญมากขึ้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

แซลมอนอบสมุนไพร อาหารคลีนที่คนรักสุขภาพนิยมทำกินเอง

แซลมอนอบสมุนไพร

แซลมอนอบสมุนไพร  ปลาแซลมอนอบสมุนไพร (Lemon Garlic Herb Crusted Salmon) เมนูอาหารคลีนที่มีส่วนผสมของสมุนไพร

แซลมอนอบสมุนไพร เวลากินจะได้กลิ่นหอมของกระเทียม พาร์สลีย์ และผักชีลาว แซมด้วยความเปรี้ยวของเปลือกเลมอน และความเผ็ดร้อนของพริกไทย ถ้าต้องการความเผ็ดมากกว่านี้เหยาะพริกป่นลงไปหน่อย ว้าว… เผ็ดจี๊ดถึงใจ

ส่วนผสม

• เนยสด 100 กรัม
• เกลือป่น 1 ช้อนชา
• เปลือกเลมอนขูด 1 ลูก
• พาร์สลีย์สับ 1 ช้อนโต๊ะ
• ผักชีลาวสับ 1 ช้อนชา
• กระเทียมสับละเอียด 1 กลีบ
• พริกไทยป่น
• เนื้อปลาแซลมอน 4 ชิ้น

แซลมอนอบสมุนไพร

วิธีทำ

• 1. นำเนยสด เกลือป่น เปลือกเลมอน พาร์สลีย์ ผักชีลาว กระเทียม และพริกไทยป่น ใส่ภาชนะ นำเข้าไมโครเวฟ ประมาณ 30-45 วินาที เสร็จแล้วนำออกมาคนให้เข้ากัน

• 2. นำส่วนผสมสมุนไพรไปทาด้านบนเนื้อปลาแซลมอนที่วางเรียงบนถาดอบ

• 3. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ นำเนื้อปลาแซลมอนเข้าไปอบ ประมาณ 10-12 นาที สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเนื้อปลาแซลมอนที่แห้ง นำเข้าเตาอบใช้ไฟปานกลางค่อนข้างสูง ประมาณ 8-10 นาที จะได้เนื้อปลาแซลมอนที่ฉ่ำ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

ต้นมะเฟือง ผลไม้ สมุนไพร ประโยชน์และข้อควรระวังการบริโภาคผลมะเฟือง

ต้นมะเฟือง

ต้นมะเฟือง เป็น ผลไม้ สมุนไพรรูปทรงเหมือนดวงดาว รสเปรี้ยวอมหวาน ข้อควรระวังในการบริโภคมะเฟืองมีอะไรบ้าง สรรพคุณของมะเฟือง บำรุงผิว ลดการเกิดสิว

ต้นมะเฟือง ภาษาอังกฤษ เรียก Star fruit ชื่อวิทาศาสตร์ เรียกว่า acerrhoa carambola L ชื่อเรียกอื่นๆ ของมะเฟือง เช่น เฟือง เป็นต้น เป็นพืชท้องถิ่นของอินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย มาเลเซีย เป็นต้น

คุณค่าทางอาหารของมะเฟือง

นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางอาหารของผลมะเฟืองสุก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 31 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 6.73 กรัม น้ำตาล 3.98 กรัม กากใยอาหาร 2.8 กรัม ไขมัน 0.33 กรัม โปรตีน 1.04 กรัม ลูทีนและซีแซนทีน 66 ไมโครกรัม วิตามินบี 1 0.014 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.016 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 0.367 มิลลิกรัม วิตามินบี 5 0.391 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.017 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 12 ไมโครกรัม โคลีน 7.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 34.4 มิลลิกรัม วิตามินอี 0.15 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 3 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.08 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 0.037 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 12 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 133 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม และธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม

ลักษณะของต้นมะเฟือง

มะเฟือง เป็นไม้ผล ไม้ยืนต้น ความสูงไม่เกิน 10 เมตร ลำต้นเปราะ ใบของมะเฟืองคล้ายใบมะยม ดอกเป็นสีม่วงขาว ดอกจะออกเป็นพวง ผลของมะเฟือง จะเป็นสีเขียว ผลสุกจะมีสีเหลือง รสชาติ เปรี้ยว อมหวาน

ต้นมะเฟือง

สรรพคุณของมะเฟือง

มะเฟืองสามารถนำมาใช้เป็นสรรพคุณทางสมุนไพร โดยการบริโภคผลของมะเฟือง ผลมะเฟืองสด สามารถบริโภคสดได้ เช่น เป็นเครื่องเคียง แหนมเนือง ในอาหารเวียดนาม การกินมะเฟืองสด ต่อเนื่องประมาณ 15 วัน จะช่วยให้ขับปัสสาวะสะดวก นอกตากนี้สามารถนมาทำเป็นน้ำมะเฟืองได้ ได้สรรพคุณทางยาครบ และรสชาติอร่อย

มะเฟือง นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลบริ้วรอยแผลเป็น มีประโยชน์ต่อผิวพรรณลดการเกิดสิว ลดจุดด่างดำ ทำให้ผิวใบหน้าขาวสดใสและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยการผ่าผลสุกและนำมาแตะทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่จึงล้างออก

ข้อควรระวังในการรับประทานมะเฟือง

ในผลของมะเฟืองนั้นมีกรดออกซาลิกสูง ซึ่งกรดชนิดนี้ส่งผลต่อการทำงานของไต การรับสารออกซาลิกเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมาก จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคนิ่ว หรือ ไตวายเฉียบพลัน สำหรับ คนที่อยู่ในภาวะขาดน้ำจากอาการท้องเสีย หากรับประทานมะเฟือง หรือดื่มน้ำมะเฟืองมากๆ จะเป็นอันตรายต่อไต ดังนั้น การรับประทานมะเฟืองต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

อินทนิล พืชสมุนไพร ไม้ยืนต้น รักษาเบาหวาน ลดความดันโลหิต

อินทนิล

อินทนิล พืชสมุนไพร ไม้ยืนต้น อินทนิลน้ำ สรรพคุณของอินทนิล คือ รักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดไขมัน และ ลดความดันโลหิต

อินทนิล เป็นไม้ยืนต้น ความสูงประมาณ 10-20 เมตร มีกิ่งใหญ่แตกจากลำต้นสูง แผ่กว้าง เป็นพุ่มเหมือนร่ม เปลือกต้นอินทนิลมีสีเทา หรือบางทีพบเป็นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกค่อนข้างเรียบ ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว ทรงใบเป็นรูปขอบขนาน กว้าง 5-8 เซ็นติเมตร ยาว 11-25 เซ็นติเมตร ปลายใบลักษณะเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาวประมาณ 1 เซ็นติเมตร ไม่มีขน ลักษณะของดอกอินทนิลมีสีม่วงสดอมชมพูป็นช่อโต สวยงาม

อินทนิล

สรรพคุณของอินทนิน

อินทนิลมีประโยชน์ทางสมุนไพรอย่างไรบ้าง อินทนิลสามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพร ทั้ง ใบ เปลือก เมล็ด แก่นและราก

  • ใบของอินทนิล จะมีรสจืด และขมฝาด นำใบไปต้มกับน้ำร้อน สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต
  • เปลือกของอินทนิล จะมีรสขมฝาด นำไปต้มกับน้ำ สามารถใช้ลดไข้ แก้ท้องเสีย
  • เมล็ดของอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำไปใช้ แก้โรคเบาหวาน ช่วยผ่อนคลาย แก้นอนไม่หลับสบาย
  • แก่นของอินทนิล จะมีรสขม นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
  • รากขิงอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำมาใช้รักษาแผลในปากได้

นอกจากประโยชน์ของอินทนินด้านสมุนไพร แล้ว เนื้อไม้ของอินทนิน นิยมนำมาใช้ในกสร้างอาคารบ้านเรือน ทำกระดานพื้น ฝา กระเบื้องสำหรับมุงหลังคา ทำเรือ ทำเกวียน ทำเครื่องใช้ตกแต่งบ้าน ทำแจว พาย เปียโน หีบใส่ของ ถังไม้ กังหันน้ำ เครื่องมือการเกษตรต่าง ๆ เช่น ทำไถ ไม้นวดข้าว ครก สาก กระเดื่อง ลูกหีบ ซี่ล้อ ทำไม้คาน ไม้กั้นบ่อน้ำ ร่องน้ำ ทำหีบศพ เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

ผักกระเฉด พืชผัก สมุนไพร เป็นยาเย็น บำรุงสายตา กระดูก และเลือด

ผักกระเฉด พืชผัก สมุนไพร สรรพคุณของกระเฉด บำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสายตา ผักกระเฉดเจริญเติมโตได้ในน้ำ มีรากแตกเป็นกระจุกตามข้อ

ผักกระเฉด เป็นพืชไม้เลื้อย หากอยู่บนดินจะเป็นพืชคลุมดิน เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับผักบุ้ง เป็นพืชพื้นเมืองของไทยผักกะเฉดสามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำและบนดิน รากของผักกระเฉดจะขึ้นตามข้อ เหมือน “หนวด” ใบของผักกระเฉด เป็นลักษณะเหมือนขนนกและออกตามข้อ ขอบใบจะเป็นสีม่วง ดอกและผลของผักกระเฉดจะออกดอกเป็นช่อลักษณะกลมสีเหลืองตามซอกใบ ผลของผักกระเฉดจะออกเป็นฝักลักษณะโค้งงอ มีเมล็ดอยู่ด้านในฝัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้นผักกระเฉด จะขึ้นและเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำขัง เลื้อยยาวลอยบนน้ำ ลำต้นมีลักษณะกลม และเรียวยาว เป็นปล้อง ภายในตัน ไม่เป็นรูกลวง แต่ละปล้องมีนวมหุ้มสีขาว ที่เรียกว่า “นม” โดยหุ้มปล้องเว้นช่วงที่เป็นข้อของปล้อง นมสีขาวนี้ทำหน้าที่ช่วยพยุงลำต้นผักกระเฉดให้ลอยน้ำได้
รากผักกระเฉดเป็นรากฝอย แทงออกตามข้อจำนวนมาก โคนรากมีปมของเชื้อแบคทีเรียไรโซเบียมเหมือนรากของพืชตระกูลถั่วบนบก
ใบผักกระเฉด เป็นใบประกอบ แทงออกบริเวณข้อของลำต้น มีก้านใบหลัก แต่ละก้านใบหลักประกอบด้วยก้านใบย่อย 4-6 ก้าน และแต่ละก้านใบจะมีใบ 15-20 คู่ ใบบนก้านใบย่อยจะมีรูปไข่ ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 ซม. ใบอ่อนมีสีเขียวอมม่วง หลังจากนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียวสด
ดอกผักกระเฉด ออกเป็นช่อสีเหลือง แต่จะมองเห็นเป็นดอกเดี่ยวคล้ายดอกกระถิน ดอกมีก้านดอกยาวประมาณ 15-20 ซม. ตัวดอกกว้างประมาณ 2 ซม. มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ บนดอกที่มองเห็นจะประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ช่อละ 30-50 ดอก โดยดอกช่วงบนจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ส่วนดอกช่วงล่างจะเป็นหมัน
ผลของผักกระเฉด จะออกเป็นฝักขนาดเล็ก ฝักมีลักษณะแบนยาว ฝักยาวประมาณ 2.5 ซม. ภายในฝักมีเมล็ด 4-10 เมล็ด เมื่อฝักแก่ ฝักจะปริแตกตามร่องด้านข้างเพื่อปล่อยให้เมล็ดร่วงลงน้ำ
นักโภชนาการพบว่าในผักกระเฉดมี มีวิตามินซีสูงมาก มีแคลเซียม และธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มร่างกายกันทำงานปรกติ ช่วยบำรุงระบบสืบพันธ์ บำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ทำให้กล้ามเนื้อทำงานปรกติ บำรุงเลือด

ผักกระเฉด

สรรพคุณทางสมุนไพรของผักกระเฉด

ตามที่กล่าวมาข้างต้น ผักกระเฉดมีวิตามินซี แคลเซียม และธาตุเหล็ก สูง บำรุงสายตา กระดูก และเลือด ได้ดี นอกจากนั้นแล้ว ผักกระเฉดเป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ถอนพิษเบื่อเมา ป้องกันโรคตับอักเสบ ประโยชน์ของผักกระเฉด ประกอบด้วย รายละเอียด ดังนี้

  1. ผักกระเฉดมีวิตามินเอซึ่งเป็นตัวช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี
  2. ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเป็นปกติ
  3. ผักกระเฉดมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
  4. ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้สร้างเป็นพลังงานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
  5. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  6. ช่วยบำรุงร่างกายและดับพิษ
  7. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ
  8. กระเฉดมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงช่วยดับพิษร้อนได้เป็นอย่างดี
  9. ผักกระเฉดมีสรรพคุณช่วยแก้พิษไข้
  10. ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน ด้วยการนำผักกระเฉดมาตำผสมกับเหล้า แล้วหยอดในบริเวณฟันที่มีอาการปวด
  11. ช่วยขับเสมหะ
  12. ช่วยขับลมในกระเพาะ
  13. ช่วยรักษาโรคกามโรค
  14. ช่วยแก้อาการปวดแสบปวดร้อน
  15. ช่วยถอนพิษยาเบื่อยาเมา
  16. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตับอักเสบ
  17. ผักกระเฉดเป็นผักที่เหมาะอย่างมากสำหรับคนธาตุไฟและธาตุดิน ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลและไม่เจ็บป่วยได้ง่าย
  18. เมนูผักกระเฉด เช่น ยำวุ้นเส้นผักกระเฉด ผัดหมี่กระเฉด เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง ผัดผักกระเฉดไฟแดง ผักกระเฉดผัดน้ำมันหอย ผักกระเฉดทอดไข่สามรส แกงส้มผักกระเฉดปลาช่อนทอด ฯลฯ หรือจะใช้รับประทานสดร่วมกับน้ำพริกก็ได้

ข้อควรระวังในการบริโภคผักกระเฉด

การรับประทานผักกระเฉดควรทำให้สุก ก่อนนำมารับประทาน เพราะมีความเสี่ยงต่อพยาธิตัวอ่อนที่อาจปะปนเข้ามา รวมไปถึง “ไข่ปลิง” ที่ทนความร้อนได้สูงมาก แอดมินไปอ่านเจอมาว่าต้องต้มด้วยความร้อนสูงถึง 500 องศาเซลเซียสและต้องต้มนานเป็นชั่วโมงเลยถึงจะรับประทานได้อย่างปลอดภัย และนอกจากนี้ยังอาจมีสารพิษจากยาฆ่าแมลง “คาร์โบฟูราน” ปลอมปนเข้ามาอีกด้วย ซึ่งสารพิษตัวนี้มีพิษร้ายแรงต่อร่างกายมนุษย์ มีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ เป็นสารก่อมะเร็ง และอาจทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานผิดปกติได้ ซึ่งผักกระเฉดในบ้านเราก็เคยถูกอียูสั่งแบน ห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาดมาแล้วด้วยสาเหตุนี้เอง ถ้าไม่แน่ใจจริงก็รับประทานด้วยวิธีปรุงสุกจะดีกว่ารับประทานแบบประเภทยำ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com 

ต้นมะลิ ไม้ประดับ สมุนไพรไทย สรรพคุณ และ ประโยชน์ของมะลิ

ต้นมะลิ

ต้นมะลิ มีกลิ่นหอม ไม้ประดับ เป็น สมุนไพรไทย พืชสมุนไพรไทย สรรพคุณของมะลิ เช่น ขับประจำเดือน ช่วยสมานแผล บำรุงหัวใจ รักษาหลอดลมอักเสบ แก้ท้องเสีย

ต้นมะลิ เป็นพืชมีถิ่นกำเนิด ดั้งเดิมอยู่ในแถบประเทศเอเชีย เช่น อินเดีย คาบสมุทรอาระเบีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เป็นทรงพุ่ม ใบแน่น ความสูงประมาณ 5 ฟุต แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบ ๆ คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นมะลิไว้ประจำบ้าน ซึ่งมะลิจะทำให้เกิดความรักความคิดถึงในครอบครัว เพราะ ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ประจำวันแม่แห่งชาติ

เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความรักของลูกที่มีต่อแม่ คนไทยนิยมใช้ดอกมะลิร้อยเป็นพวงมาลัยแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ คนไทยโบราณยังเชื่ออีกว่า บ้านใดปลูกต้นมะลิไว้ประจำบ้าน จะทำให้คนในบ้านมีความบริสุทธิ์ เพราะดอกมะลิมีสีขาวบริสุทธิ์ ขาวสะอาด ซึ่งดอกมะลิใช้เป็นเครื่องสักการะบูชาพระ

ชื่อเรียกอื่นๆ ของต้มมะลิ มีหลายชื่อ เช่น มะลิขี้ไก่ มะลิหลวง มะลิป้อม มะลิซ้อน มะลิมะลิลา เตียมูน ข้าวแตก บักหลี่ฮวย เซียวหน่ำเคี้ยง หม้อลี่ฮวา เป็นต้น

ต้นมะลิ

สรรพคุณของมะลิ

ต้นมะลิ เราสามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรได้อย่างไรบ้าง ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกส่วน เช่น ดอกมะลิ ใบมะลิ และ รากของต้นมะลิ โดยรายละเอียด ดังนี้

ดอกมะลิ สามารถนำมาทำเป็นน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิ(jasmine oil) ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด บรรเทาอาการปวดหัว น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลินำมาใช้เป็นวัตถุดิบทำเครื่องสำอางค์ ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิ สามารถใช้ทาภายนอกเท่านั้น ห้ามรับประทาน หรือใส่ในอาหาร หรือ ขนม จะเป็นอันตรายมากในสตรีมีครรถ์
ดอกมะลิกับการทำอาหาร สามารถนำดอกมะลิมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร และ ขนมไทย เพื่อเพิ่มความหอมของอาหารและขนมไทย เช่น ซ่าหริ่ม ทับทิมกรอบ ลอดช่องน้ำกะทิ
ดอกมะลิแก่ นำมาเป็นส่วนผสมของยาหอม สรรพคุณ แก้หืดหอบและบำรุงหัวใจ
ใบของต้นมะลิ สามารถนำมาทำยา แก้อาการไข้ พอกแก้ฟกชำ ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย แผลเรื้อรัง บำรุงสายตา ช่วยขับถ่าย โรคผิวหนัง
รากของต้นมะลิ สามารถนำมาทำเป็นยา แก้ร้อนใน ขับประจำเดือน เสียดท้อง รักษาหลอดลมอักเสบ แก้ปวดเคล็ดขัดยอก
ต้นมะลิ ภาษาอังกฤษ เรียก Arabian jasmine ในหลายท้องที่ในประเทศไทย เรียก ต้นมะลิว่า ข้าวแตก เตียงมุน มะลิป้อม มะลิหลวง แต่ชื่อเหล่านี้ก็คือ ต้นมะลิแต่แตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่น ต้นมะลิ เป็นพืช ที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินเดีย เป็นไม้พุ่ม ความสูงไม่เกิน 200 เซ็นติเมตร กลีบดอกเป็นสีขาว มีกลิ่นหอม ต้นมะลิมีมากมายรวม 200 สายพันธ์

ข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์ของมะลิทางสมุนไพร

ต้นมะลิมีกลิ่นหอม ซึ่งมาจากน้ำมันหอมระเหยที่ออกมาจากดอกของมะลิ การนำเอามะลิมาใช้ประโยชน์นั้น ต้องใช้ในปริมาณที่พอดี จึงจะเกิดประโยชน์ โดยรายละเอียดของการข้อควรระวังการใช้ต้นมะลิมีดังนี้

รากของมะลิ หากรับประทานมาก ๆ อาจทำให้สลบได้
ดอกมะลิ นำมาใช้แต่งกลิ่น แต่ไม่ควรนำมารับประทานเป็นประจำ เพราะอาจส่งผลต่อระบบประสาทและสมองได้
ดอกมะลิ มีฤทธิ์เป็นยาหอมเย็น แต่อย่าใช้มากเกินไป เพราะ อาจเกิดภาวะจุกเสียดแน่นท้องได้
การดื่มน้ำลอยดอกมะลิ นั้นในปัจจุบันการปลูกต้นมะลิเพื่อการค้าอาจมีสารเคมีปนเปื้อนได้ต้องล้างให้สะอาด แต่หากเป็นมะลิที่เชื่อได้ว่าไม่มีสารตกค้างหรือสารเคมี ก็สามารถนำมารับประทานได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

ต้นพริกไทย สมุนไพร ประโยชน์ และ สรรพคุณ ของพริกไทย

ต้นพริกไทย

ต้นพริกไทย ลักษณะของต้นพริกไทย สายพันธุ์พริกไทย ประโยชน์ของพริกไทย สรรพคุณของพริกไทย ขับปัสสาวะ ขับสารพิษ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ฯลฯ

ต้นพริกไทย เป็นพืชประจำถิ่นในประเทศอินเดีย และยังเป็น พืชเศรษฐกิจในเขตร้อน ประเทศที่ผลิตพริกไทย จำนวนมาก เช่น เวียตนาม อินโดนีเซีย บราซิล และอินเดีย พริกไทย ภาษาอังกฤษ เรียก Pepper มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper nigrum Linn นิยมนำมาทำเป็นเครื่องปรุงอาหาร เพิ่มรสชาติ พริกไทยมีสรรพคุณ ช่วยขับปัสสาวะ ขับสารพิษในร่างกาย ช่วยควบคุมน้ำหนัก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม บำรุงกระดูก บำรุงฟัน บำรุงสายตา ยาอายุวัฒนะ ต้านมะเร็ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ขับเสมหะ ใช้กำจัดเชื้อจุลินทรีย์

พริกไทย มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น พริกน้อย พริก พริกไทยดำ พริกไทยล่อน พริกขี้นก ชื่อเรียกจะแตกต่างกันออกไปตาม ท้องถิ่น พริกไทยมีแคลเซียมสูง โดยเฉพาะพริกไทยอ่อน ช่วยในการบำรุงกระดูก บำรุงฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ พริกไทยมี ฟอสฟอรัสและวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอกการเสื่อมสภาพของเซลล์ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง มีเบต้าแคโรทีน ช่วยในการมองเห็น

ลักษณะของต้นพริกไทย

พริกไทย สามารถปลูกได้ในเขตร้อน หรือในเขตอบอุ่น โดยปกติแล้วสามารถปลูกได้โดยการเพาะเมล็ด หรือ การปักชำ จัดพืชตระกูลไม้เลื้อย ความสูงประมาณ 500 เซ็นติเมตร ลำต้นเป็นข้อๆ รากของต้นพริกไทยจะเกิดบริเวณข้อตามลำต้นเป็นรากเล็กๆ ใบจะมีสีเขียว ใหญ่เหมือนใบโพ พริกไทยจะดอกเล็กจะออกช่อเป็นพวงตามข้อ เมล็ดของพริกไทยมีลักษณะกลมเป็นพวง พริกไทยเจริญในแนวดิ่ง ลำต้นแตกแขนงออกเป็นพุ่ม ลำต้นจะสร้างรากพิเศษสั้นๆบริเวณข้อเพื่อยึดเกาะสิ่งรอบข้าง ช่วยในการพยุงลำต้น ใบเดี่ยว รูปรี เรียงสลับ โคนใบและปลายใบแหลม ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ผลทรงกลมแบบเมล็ด ผลอ่อนมีสีเขียวผลสุกมีสีแดง

ต้นพริกไทย

สรรพคุณของต้นพริกไทย

พริกไทยสามารถนำมาทำสมุนไพร ได้หลายส่วน ประกอบด้วย ดอก เมล็ด ใบ เถา ราก

ดอกของพริกไทย มีสรรพคุณช่วยลดความดันตา แก้อาการตาแดงจากความดันโลหิตสูง
เมล็ดของพริกไทย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ขับสารพิษในร่างกาย ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ระดูขาว
ใบของพริกไทย มีสรรพคุณ แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง
เถาของพริกไทย ใช้ขับเสมหะ แก้ท้องร่วง และท้องเดิน
รากของพริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง ลดอาการวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
น้ำมันหอมระเหยจากพริกไทย สามารถใช้รักษาหวัด ทำให้หายใจสะดวก
พริกไทยยังมีสรรพคุณในการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด และนิยมนำมาถนอมอาหาร เช่น ทำไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com