ทั่วไป

พรม ในบ้าน-ห้องพักโรงแรม-ออฟฟิศ สกปรกมาก แค่ไหน ?

พรม

พรม อาจจะเป็นเรื่องโชคดีที่บ้านเราอาจไม่ค่อยนิยมใช้พรมในการปูพื้นสักเท่าไร แต่หากเป็นพรมขนาดเล็กในห้องนอน หรือห้องพักโรงแรมที่ตกแต่งในสไตล์ยุโรป กลับมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่เราคิด

พรม ขนาดเล็กในห้องนอน หรือห้องพักโรงแรมที่ตกแต่งในสไตล์ยุโรป หรือมีโอกาสได้ไปพักผ่อนที่ต่างประเทศ พื้นพรมคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก และวัยทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในออฟฟิศปูพรมก็คงจะเคยชิ้นกับพื้นนุ่มๆ นี้กันอยู่แล้ว แต่พื้นพรมนุ่มสบายเท้า และเพิ่มความสวยงามให้กับห้อง แหล่งรวมสิ่งสกปรกมหาศาล หากไม่ทำความสะอาดให้ดี

1.หนังกำพร้า

อ่านแล้วอาจจะรู้สึกสยอง แต่พบหนังกำพร้ามนุษย์บนพื้นพรมมากมายนับไม่ถ้วน Phillip Tierno ศาสตราจารย์ประจาควิชาจุลชีววิทยา และพยาธิวิทยา มหาวิทยาลัย NYU Langone Health ระบุว่า “เราผลัดเซลล์ผิวออกมาในรูปของหนังกำพร้าทุกๆ วันโดยอัตโนมัติ” หนังกำพร้าเหล่านี้อาจมีขนาดเล็กมากจนไม่ทันสังเกตเห็น แต่หนังพวกนี้เป็นแหล่งอาหารของไรฝุ่นเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่พรมจะเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นชั้นดีที่สุดอย่างหนึ่งภายในห้องเลยทีเดียว

2.ชิ้นส่วนของซากแมลงที่ตายแล้ว

ไม่ว่าจะมด แมลงสาบ แมลงหวี่ แมลงวัน ยุง แมงมุม และอีกหลากหลายสิบหลายร้อยแมลง สามารถพบได้ในพรมเหล่านี้ ยิ่งพรมที่มีเนื้อหยาบ ก็ยิ่งเป็นแหล่งสะสมชั้นดีของเหล่าซากสัตว์ขนาดเล็กได้มาก ที่แย่คือเรามักมองไม่ค่อยเห็น หากบังเอิญผิวหนังของเราไปสัมผัสกับพรมที่มีซากแหลงเหล่านี้ ใครที่มีอาการแพ้ก็อาจเกิดผื่นคันโดยไม่รู้ตัวได้ มากไปกว่านั้นหากมือสัมผัสพรมเหล่านั้นแล้วมาสัมผัสอาหาร เราอาจทานอาหารที่ติดเชื้อโรคเข้าไปได้โดยไม่รู้ตัว

3.สารคัดหลั่งจากร่างกาย

ที่น่าอันตรายเป็นอันดับต้นๆ ของพรม นอกจากเรื่องฝุ่น และแมลงแล้ว พรมยังเป็นแหล่งสะสมของสารคัดหลั่งจากร่างกายมนุษย์ที่เต็มไปด้วยเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียมากมายที่ยากต่อการกำจัด หากมีคนไอ หรือจามแรงๆ สารคัดหลั่งที่ออกมาจากปาก หรือจมูกของคนเหล่านั้นอาจกระจายลงสู่พื้นพรมได้ง่ายๆ และมีโอกาสที่เราจะติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสเหล่านั้นจากการสัมผัส เช่น มือสัมผัสพื้น เท้าสัมผัสพื้นแล้วเอามือมาจับเท้าอีกที เชื้อติดรองเท้าแล้วส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสรองเท้า หรือวางปลั๊กไฟ และกระเป๋าลงบนพื้นแล้วมือหยิบของเหล่านั้นอีกครั้ง ฯลฯ หลากหลายสถานการณ์ที่ทำให้เราสัมผัสกับเชื้อโรคเหล่านี้จากพื้นพรมได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นพรมจึงเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อโรคติดต่ออย่างหวัดได้เป็นอย่างดี

พรม

4.เชื้อรา

ความชื้นจากรองเท้าที่ย่ำน้ำเข้ามาในห้อง ความชื้นจากห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศไม่แรงมากพอ รวมไปถึงปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้อุณหภูมิห้องเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อรา พรมจะเป็นส่วนที่เพาะพันธุ์เชื้อราได้มากที่สุด เพราะความหนา และกักเก็บอุณหภูมิความชื้นได้ดี จึงทำให้พรมที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดมากพอเกิดเชื้อราขึ้นได้ง่ายๆ

5.เศษอาหาร

ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะทานอาหารในห้องที่มีพรม และไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่จะมีเศษอาหาร หรือเศษขนมอย่าง ขนมปังกรอบ มันฝรั่งกรอบ เกล็ดน้ำตาล ผงปรุงรสจากขนมต่างๆ กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นพรม และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการทำความสะอาด อาหารเหล่านี้ก็จะมีเชื้อแบคทีเรียก่อตัวขึ้นในเวลาไม่นาน เป็นแหล่งเชื้อโรคดีๆ ในเวลาสั้นๆ ได้

วิธีทำความสะอาดพรมที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อันตรายต่อสุขภาพ

  • ควรทำความสะอาดพรมทันทีที่พบเห็นสิ่งสกปรกอย่างชัดเจน เช่น ทำอาหารหกใส่ หรือพบเห็นซากแมลงขนาดใหญ่ตายบนพรม
  • ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดพรมทุกสัปดาห์เป็นอย่างน้อย แต่ก็สามารถดูดฝุ่นทุกวันได้หากเป็นห้องที่มีผู้อาศัยอยู่ร่วมด้วยจำนวนมาก
  • หากเป็นพรมขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น พรมเช็ดเท้า แล้วสามารถซัก-ตากได้เอง ควรซักพรมทุกๆ 1-2 เดือน แต่หากเป็นพรมขนาดใหญ่ ควรใช้บริการรับจ้างซักพรมจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
  • การซักพรมด้วยตัวเอง ควรซักในน้ำยาซักผ้ากับน้ำอุ่น (ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส) ใช้แปรงขัดผ้าขัดเป็นวงให้ทั่วๆ พรม ล้างน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้าสะอาดซับน้ำออกจากพรมให้ได้มากที่สุด ก่อนจะนำไปตากแห้งกับแสงอาทิตย์ หากไม่สามารถยกพรมออกจากพื้นได้ ควรเปิดประตูหน้าต่างภาบในบ้าน ให้ลมพัดโกรกภายในบ้าน และอาจเปิดพัดลม หรือใช้ไดร์เป่าผมในบางจุดที่ลมพัดไม่ถึง หรือพรมมีความหนามากเป็นพิเศษได้
  • คราบน้ำบนพรม หรือส่วนของพรมที่มีกลิ่นเหม็นอับชื้น สามารถทำความสะอาดได้ โดยใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ที่มีประสิทธิภาพในการซับน้ำ ค่อยๆ ซับน้ำบนพรมโดยไม่ต้องขยี้ หรือถูแรงเกินไป เพราะอาจทำให้พรมเสียสภาพ แล้วใช้ผงฟู หรือเบกกิ้งโซดาโรยบนคราบนั้น แล้วทิ้งไว้ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ก่อนใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดอีกครั้ง
  • หากพรมเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

สูตรอาหาร ซี่โครงหมูผัดตะไคร้ อาหารไทย เมนูหมูผัดหอมตะไคร้

สูตรอาหาร

สูตรอาหาร ซี่โครงหมูผัดตะไคร้ คือ อาหารไทย เมนูผัด เมนูซี่โครงหมู วิธีทำซี่โครงหมูผัดตะไคร้ ง่ายๆสามารถทำกินเองที่บ้านได้

สูตรอาหาร เมนูอาหารยอดนิยมสำหรับวันนี้ ขอนำเสนอ เมนูหมูผัด คือ ซี่โครงหมูผัดตะไคร้ เคล็ดลับความอร่อย ของเมนูนี้ อยู่ที่ การเลือกวัตถุดิบคถณภาพ มีความสดใหม่ ซี่โครงหมูต้องอ้วนๆ เนื้อเยอะๆ เทคนิคการผัดซี่โครงและ การปรุงรสให้ส่วนผสมอร่อยกลมกล่อม วิธีทำซี่โครงหมูผัดตะไคร้ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูหมู

ส่วนผสมสำหรับทำซี่โครงหมูผัดตะไคร้

  • ซี่โครงหมูหั่นเป็นท่อนขนาดพอดีคำ 1 จาน
  • ตะไคร้ซอย 2 ต้น
  • กระเทียมสดบด 1 ช้อนโต้ะ
  • ใบมะกรูดซอย 4-5 ใบ
  • พริกขี้หนูสวนบุบ 4-5 เม็ด
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต้ะ
  • ซอสเห็ดหอม 2 ช้อนโต้ะ
  • ซีอิ้วดำ 1 ช้อนชา
  • ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต้ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับผัด 2 ช้อนโต้ะ

สูตรอาหาร

วิธีทำซี่โครงหมูผัดตะไคร้

  • เริ่มจาก ตั้งกระทะน้ำมันความร้อนปานกลาง ใส่ ใบมะกรูด กระเทียมและตะไคร้ลงไปผัด ผัดให้กระเทียมเหลืองส่งกลิ่นหอม
  • ใส่ซี่โครงหมูลงไปผัด ผัดให้ซี่โครงหมูคลุกเคล้ากับกระเทียม ใบมะกรูดและตะไคร้ ให้ซี่โครงหมูสุก เมื่อซี่โครงหมูสุก
  • ปรุงรสด้วย ซอสน้ำมันหอย ซอสเห็ดหอม ซีอิ้วดำและ น้ำตาล เติมน้ำลงไปนิดหน่อย จากนั้นผัดไปเรื่อยๆ จนน้ำซอสแห้ง
  • ใส่พริกขี้หนูสวนลงไปผัด จากนั้น เสริฟใส่จานพร้อมรับประทานได้

เคล็ดลับการทำซี่โครงหมูผัดตะไคร้

  • ซี่โครงหมู ให้เลือกซี่โครงหมูที่อ้วนๆ เนื้อเยอะๆ ซี่โครงหมูที่เนื้อเยอะ เวลากินจะได้อร่อยๆ ได้สัมผัสของเนื้อมากๆ
  • ซี่โครงหมูให้เลือกแบบสดๆ ใหม่ หั่นเป็นท่อนที่มีขนาดพอดีกิน ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
  • การผัดกระเทียม ตะไคร้ และ ใบมะกรูด จะทำให้น้ำมันมีกลิ่นหอม เวลานำซี่โครงหมูลงไปผัดจะได้มีความหอม
  • น้ำมันสำหรับผัด ให้เลือกใช้น้ำมันใหม่ที่ไม่ผ่านการผัด หรือ ทอดมาก่อน จึงจะได้อาหารที่รสอร่อย
  • สูตรนี้ สามารถใช้กับเนื้อสัตว์อื่นๆได้ สำหรับคนไม่ชอบกินเนื้อหมู ก็สามารถเปลี่ยนเป็น เนื้อไก่ เนื้อวัว กุ้ง ปลา หรือ ปลาหมึกก็ได้ แต่สำหรับปลาเนื้ออาจจะยุ่ยง่าย ต้องทอดก่อน จึงนำไปผัด
  • กระเทียม สามารถใช้ได้ทั้งกระเทียมไทยและกระเทียมจีน แต่หากใช้กระเทียมไทยจะหอมกว่ากระเทียมจีน
  • ตะไคร้ ให้ซอยบางๆ หากซอยหนา เนื้อตะไคร้จะหยาบ เวลากินไม่อร่อย เคี้ยวเมื่อยปาก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

ผักกาดขาว ลุยสวน แคลอรีต่ำพุงไม่ล้ำพร้อม วิธีทำ น้ำจิ้มสุดแซ่บ

ผักกาดขาว

ผักกาดขาว ลุยสวน ห่อหมูสับกับวุ้นเส้นและผักสมุนไพร พร้อมสูตรน้ำจิ้มรสเจ็บ ใครอยากพุงยุบมากินรัว ๆ กันเลย

ผักกาดขาว ลดน้ำหนักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมนูต้มจืด ผัดผักกาดขาวใส่วุ้นเส้น หรือผัดผักกาดขาวใส่ไข่ แต่ถ้าใครไม่ชอบอาหารจืดชืดกินแล้วฝืดคอ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำผักกาดขาวลุยสวน สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน จับผักกาดขาวห่อหมูผสมวุ้นเส้น เติมผักตามชอบ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มลุยสวน

ส่วนผสม ผักกาดขาวลุยสวน

• ผักกาดขาว 1 หัว (เลือกต้นที่ใบใหญ่)
• น้ำมันรำข้าว 2 ช้อนโต๊ะ
• กระเทียมกลีบใหญ่ สับละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ
• เนื้อสันในหมูบด 200 กรัม
• ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
• ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
• พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
• วุ้นเส้น (แช่น้ำให้นุ่ม หั่นท่อน) 100 กรัม
• แครอทสับ 1/2 ถ้วย
• เห็ดหูหนูดำซอยเส้น 1/2 ถ้วย
• ใบโหระพา 10 ใบ
• ใบสะระแหน่ 15 ใบ
• น้ำเปล่า
• เกลือป่นเล็กน้อย
• น้ำเปล่าผสมน้ำแข็ง

ผักกาดขาว

ส่วนผสม น้ำจิ้มลุยสวน

• รากผักชีซอย 2 ราก
• กระเทียมไทย 10 กลีบ
• พริกขี้หนูสวนสีเขียว 20 เม็ด
• น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลา 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำผักกาดขาวลุยสวน

1. เตรียมน้ำจิ้ม โดยโขลกรากผักชีกับกระเทียมให้แหลก ใส่พริกขี้หนูสวนลงไปโขลกให้ละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทราย ตักใส่ถ้วย เตรียมไว้
2. ตัดโคนผักกาดขาวและแกะใบผักกาดออกมาทีละใบ และต้มน้ำเปล่าให้เดือด ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ใส่ใบผักกาดขาวลงลวกจนใบนิ่ม ตักขึ้นแช่น้ำเปล่าผสมน้ำแข็งเพื่อคงสีให้เขียวสด ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ
3. เตรียมผัดไส้ โดยตั้งกระทะใส่น้ำมันรำข้าวพอร้อน ใส่กระเทียมลงผัดพอหอม ใส่เนื้อหมูผัดให้สุก ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน
4. ใส่วุ้นเส้น แครอท และเห็ดหูหนูดำ ผัดจนส่วนผสมแห้งขึ้นเล็กน้อย ตักใส่ถ้วยพักไว้ให้เย็น
5. นำใบผักกาดขาวที่สะเด็ดน้ำแล้ววางลงบนเขียงสะอาด ตักไส้ที่ผัดไว้ใส่ตรงกลางใบ ใส่ใบโหระพา ใบสะระแหน่ อย่างละ 2-3 ใบ พับม้วนให้สวยงาม หั่นครึ่ง จัดเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มลุยสวน

แค่เห็นภาพผักกาดขาวลุยสวนก็รู้เลยว่าต้องอร่อยแน่นอน อิ่มทั้งเนื้อสัตว์และผัก เพิ่มความแซ่บจากน้ำจิ้มลุยสวน ข้าวสวยไม่ต้องหุงรอ กินเพียว ๆ ก็อิ่มท้อง ลองกันเลยไหม ดูบอลออนไลน์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com